Copyrights: dpinfocus.com   All rights reserved.    contact@dpinfocus.com / ezodd@yahoo.com
 

หลักการถ่ายภาพ

ชนิดของกล้องถ่ายภาพ

เลนส์-ทางยาวโฟกัส

เลนส์ - รูรับแสง

ความเร็วชัตเตอร์

ความไวแสงฟิล์ม

 

ความไวแสงของฟิล์ม -  Film Sensitivity (ISO)

        ในการบันทึกภาพสิ่งแรกที่เราต้องเลือกก่อนอื่นเลยคือ ฟิล์ม  แม้จะเป็นการบันทึกภาพด้วยกล้องดิจิตอลการเลือกค่า ISO ก็เป็นสิ่งแรกที่เราควรทำ  นอกจากเราจะใช้การตั้งค่าแบบอัตโนมัติซึ่งหมายถึงการที่เรายกหน้าที่การเลือกค่าความไวแสงในการรับภาพให้กับกล้องนั่นเอง  ไม่ใช่ว่าไม่ต้องมีการเลือกตั้งค่าใดๆ   

         ทำไมการเลือกความไวแสงของฟิล์มจึงเป็นสิ่งสำคัญ. . . . .การที่ภาพเกิดขึ้นได้นั่นเกิดจากแสงที่ตกกระทบบนตัวรับภาพ  ดังนั้นความไวต่อแสงของตัวรับภาพจึงมีผลที่จะกำหนดปริมาณของแสงที่ต้องการในการก่อให้เกิดภาพๆ หนึ่ง   ความไวแสงของฟิล์ม  คือปฏิกิริยาที่ฟิล์มมีต่อสภาพแสงในระดับที่ต่างๆ กัน  โดยจะแสดงค่าเป็นตัวเลขหรือนิยมเรียกสั้นๆ ว่า ISO ของฟิล์ม  ซึ่งจะบอกให้เรารู้ว่า ฟิล์มนั้นๆ มีความไวต่อแสงมากหรือน้อยเพียงใด    ตัวเลขค่า ISO มีอยู่หลายค่าด้วยกัน  ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปคือ ISO 100    ISO 200    ISO 400   ISO 800   ซึ่งแต่ละค่านั้นความไวต่อแสงจะเพิ่มขึ้นหนึ่งขั้น ( หนึ่งสต็อป) เช่นฟิล์ม ISO 200 จะมีความไวต่อแสงมากกว่าฟิล์ม ISO 100 อยู่หนึ่งสต็อป  ในขณะที่ฟิล์ม ISO 400 ก็จะมีความไวต่อแสงมากกว่าฟิล์ม ISO 200 อยู่หนึ่งสต็อปเช่นกัน   

      

            การที่ฟิล์มมีความไวต่อแสงมากขึ้นนั้นมีผลอย่างไรในการถ่ายภาพ . . . . . เมื่อฟิล์มมีความไวต่อแสงมากขึ้น  นั่นหมายถึงว่าความต้องการแสงในการบันทึกภาพน้อยลง  ดังนั้นเราจึงนิยมใช้ฟิล์ม ISO สูงๆ (ISO 400  ISO 800) บันทึกภาพในสภาพแสงน้อยหรือในตอนเย็น เพื่อช่วยให้การบันทึกภาพทำได้ง่ายขึ้น   ในขณะที่ในเวลากลางวันหรือในสภาพแสงมากเราสามารถเลือกใช้ฟิล์ม ISO ต่ำลงมาได้ (ISO100  ISO 200 )

  

คุณสมบัติของฟิล์มแบ่งตามลักษณะการใช้งาน

            ฟิล์มความไวแสงต่ำ ตั้งแต่ ISO 100 ลงไป ไม่ค่อยนิยมใช้ในกลุ่มคนทั่วไป (ที่ไม่ใช่นักถ่ายภาพ)   ใช้ถ่ายภาพในบริเวณที่มีสภาพแสงโดยรวมมากพอสมควร  มีความละเอียดของฟิล์มสูง ให้สีสันที่ดี มีความอิ่มตัวของสีสูง   และสามารถนำไปขยายได้ใหญ่โดยไม่เห็นเกรนภาพ 

            ฟิล์มความไวแสงปานกลาง ตั้งแต่ ISO 100 - ISO 200  เป็นฟิล์มที่นิยมใช้กันทั่วไป   ถ่ายได้ในเกือบทุกลักษณะสภาพแสง   ภาพที่ได้มีความละเอียดและสีสันดีพอสมควร   หาซื้อได้ทั่วไป   สามารถนำไปอัดขยายได้

            ฟิล์มความไวแสงสูง  ตั้งแต่ ISO 400 - ISO 800  เป็นฟิล์มที่เหมาะสำหรับการบันทึกภาพในสภาพแสงน้อย  หรือถ่ายภาพในอาคารที่มีแสงจำกัด มีเนื้อฟิล์มที่หยาบกว่าฟิล์มความไวแสงต่ำ  ทำให้ในการนำไปอัดขยายสามารถมองเห็นเกรนภาพเป็นจุดๆ ได้ (ขึ้นอยู่กับขนาดที่นำไปขยายด้วย) ยิ่งหากแสงสว่างโดยรวมมีน้อย  ภาพที่ได้จะมีสีสันที่ด้อยลง  อย่างไรก็ตามค่าของความไวแสงที่สูงขึ้นนี้  จะช่วยให้เราสามารถสร้างโอกาสในการบันทึกภาพในบริเวณที่มีสภาพแสงน้อยได้มากขึ้น

ความไวแสงของฟิล์ม ในกล้องดิจิตอล

           กล้องดิจิตอลไม่ได้ใช้ฟิล์มแต่ใช้ตัวรับภาพซึ่งทำหน้าที่ในการรับแสง ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนได้เหมือนฟิล์ม  แต่เราก็สามารถเลือกปรับความไวต่อแสงเทียบเท่าซึ่งบริษัทผู้ผลิตได้คิดคำนวณไว้ให้แล้ว  ซึ่งลักษณะการใช้งานก็ใกล้เคียงกัน   การเลือกปรับค่าความไวแสงสูงๆ ในกล้องดิจิตอลจะเกิดปัญหาคล้ายๆ กับการเลือกใช้ฟิล์มค่าความไวแสงสูงเหมือนกัน  คือคุณภาพของภาพจะด้อยลง และมีเกรนภาพหรือเรียกว่า noise เกิดขึ้นได้   ทั้งนี้จะเกิดขึ้นมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสภาพแสงและลักษณะของภาพที่บันทึกด้วย   

 

 

ความสัมพันธ์ระหว่าง ความไวแสง - ความเร็วชัตเตอร์ - รูรับแสง

               ในการถ่ายภาพนั้นไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิตอลหรือกล้องใช้ฟิล์ม  หลักการทำงานจะคล้ายๆ กันการตั้งค่าความไวแสงของฟิล์มหรือตัวรับภาพคือสิ่งแรกที่เราควรทำ   ซึ่งโดยปกติแล้วจะตัดสินจากสภาพแสงในขณะนั้นๆ ที่ต้องการบันทึกภาพ   เพื่อช่วยให้การถ่ายภาพสะดวกขึ้นสำหรับผู้ที่ไม่ใช้ขาตั้งกล้อง  แต่สำหรับท่านที่ใช้ขาตั้งกล้องการถ่ายภาพด้วยความไวแสงต่ำจะช่วยให้ภาพมีสีสันที่ดีขึ้น   หลังจากที่เราเลือกค่าความไวแสงแล้ว  ขึ้นตอนต่อไปคือการเตรียมการบันทึก   หากเราเลือกโปรแกรมบันทึกภาพอัตโนมัติ  กล้องจะเป็นผู้เลือกความเร็วชัตเตอร์และค่าของรูรับแสงให้เรา  แต่หากเราต้องการควบคุมด้วยตัวเอง  การเลือกระบบการบันทึกภาพแบบ A  / S  / M  จะช่วยให้เราสามารถทดลองบันทึกภาพวัตถุเดียวกันในลักษณะที่แตกต่างออกไป   หรือสำหรับกล้องที่ไม่มีระบบเหล่านี้ให้เลือก  ลองปรับตั้งที่ระบบการบันทึกภาพสำเร็จที่เป็นรูปต่างๆ เพื่อทดสอบดูความแตกต่างของภาพที่บันทึกได้  

             ในขั้นตอนการบันทึกภาพ  เราเลือกปรับขนาดของรูรับแสงหากเราต้องการควบคุมเกี่ยวกับความชัดลึกหรือชัดตื้นของภาพ   และเลือกปรับความเร็วชัตเตอร์เมื่อต้องการควบคุมเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวภายในภาพว่าเราต้องการแสดงถึง movement หรือ stop action  

            

             ดังได้กล่าวแล้วว่า  ความเร็วชัตเตอร์และขนาดของรูรับแสงทำงานสัมพันธ์กันในการสร้างภาพ  โดยมีฟิล์มหรือตัวรับภาพเป็นตัวรองรับ เมื่อเราปรับค่าอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น  ค่าของอีกอย่างหนึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย  เพื่อให้ปริมาณของแสงที่ตัวรับภาพต้องการมีความพอดี  ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นการทำงานของกล้อง  ยกเว้นว่าเราจะเลือกปรับค่าการบันทึกเป็น M ซึ่งหมายถึงว่าเราจะเป็นผู้เลือกปรับตั้งเองทุกอย่าง  (กล้องในระดับกึ่งโปร หรือโปรเท่านั้นที่จะมีระบบการบันทึกภาพแบบ M ให้ใช้ เนื่องจากสามารถสร้างงานภาพได้หลากหลายกว่า  แต่ผู้ใช้ก็ต้องมีความรู้ในเรื่องของการถ่ายภาพพอสมควร  สำหรับกล้องคอมแพคในรุ่นผู้บริโภคทั่วไปส่วนใหญ่จะเป็นระบบการบันทึกภาพอัตโนมัติ หรือมีโปรแกรมบันทึกภาพสำเร็จเป็นรูปภาพมาให้เลือกแทน  ในส่วนของการควบคุมแบบ A, S, P  นั้นจะมีให้เฉพาะในบางรุ่นเท่านั้น)   สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมการบันทึกภาพจะพูดถึงในหัวข้อ  ฝึกทักษะการถ่ายภาพ